วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทฤษฏีเทคโนโลยี


















ปรากฏการณ์การจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media และการทำงานของสื่อมวลชน

                

                13 มีนาคม พ.ศ. 2535 มีข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ การเสียชีวิตของราชินีลูกทุ่งพุ่มพวง ดวงจันทร์ หลังจากเดินทางออกจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ ไปจังหวัดพิษณุโลกโดยเดินทางด้วยรถตู้ แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 20.55 น.

                เป็นที่ทราบกันดีมาตลอดถึงความเพียรพยาม มุ่งมานะ สู่ฝ่าฝันอุปสรรค เดินทางความฝัน ของน้ำผึ้ง ณ ไร่อ่อย  น้ำผึ้ง เพชรสุพรรณ จนมาถึง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีลูกทุ่ง ที่ประชาชนรับ เคารพ และศรัทธา ด้วยใจ จากช่วงระยะเวลาที่ป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง เธอก็ยังสร้างความสนุกสนาน สร้างเสียงหัวเราะ ด้วยบทเพลงของเธอ เธอทำงานด้วยใจรักและความคาดหวังว่า วันนี้ประชาชนที่จะมาดูจะมีความสุข จะชอบมาน้อยเพียงไหน

                ทำให้เกิดความสัมพันธ์ของความรักขึ้น เมื่อพุ่มพวง ดวงจันทร์มีชื่อเสียง ข่าวหนังสือพิมพ์ก็จะออกข่าวทันที ตั้งแต่ข่าวที่เธอท้องกับคุณไกรสร แสงอนันต์ ข่าวระหว่างที่เธอเป็นลม ล้มกลางเวทีขณะทำการแสดง ข่าวการตรวจพบว่าเธอป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองในปี 2534 และที่ช็อคที่สุดคือ ข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของราชินีลูกทุ่งในปี 2535

                ดังนั้นสื่อ ที่ถือว่าเป็นฐาอันดรศักดิ์ที่ 4 ของสังคม จึงมีอิทธิพลต่อการนำเสนอข่าว สื่อจึงมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ เพื่อถ่ายทอด ประชาสัมพันธ์ หรือติดตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอตามความนิยมของผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง แต่ที่สิ่งที่กลุ่มจะนำมาวิเคราะห์ในวันนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media ที่มีพลังและการแพร่กระจายข่าวสารการเสียชีวิต เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังหรือประชาชนผู้รับสารได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสถานภาพทางสังคม หรือ เศรษฐกิจในสังคมสมัยนั้น ที่ยังไม่มีความรุ่งเรืองเรื่องเทคโนโลยี ร่วมถึงตามชนบท ที่มีการจัดรายการวิทยุเป็นช่วง ๆ จัดถึงประมาณ 3-4 ทุ่มบ้าง ไม่ได้จัด 24 ชั่วโมง เหมือนในปัจจุบัน ส่วนโทรทัศน์มีรายการทีวีบ้าง แต่การเข้าถึงของคนในสมัยนั้นถือว่าน้อย เมื่อกล่าวถึงความเลื่อมล้ำทางสังคมในสมัยก่อน แต่ทำไมข่าวการเสียชีวิตของพุ่มพวง ดวงจันทร์ เมื่อเวลา 20.55 น. กลับสะท้อน เผยแพร่ กระจายออกไป เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง จนมีประชาชนเกือบครึ่งแสนมาร่วมไว้อาลัยในรุ่งเช้า เพื่อเคารพศพ และมาพบเธอผู้เป็นราชินีลูกทุ่งของคนไทยที่วัดมกุฏกษัตริยาราม และมีปรากฏการณ์การผู้คนเกือบ 3 แสนร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพของพุ่มพวง ดวงจันทร์ จัดที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. พ.ศ. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี ซึ่งถือว่าเป็นคนดังหรือคนที่มีชื่อเสียง ที่เสียชีวิตแล้วมีผู้คนสนใจร่วมไว้อาลัย รองลงมาจาก ราชาเพลงลูกทุ่ง ครูสุรพล สมบัติเจริญ พระเอกตลอดกาล มิตร ชัยบัญชา และ บุคคลที่มีชื่อเสียงท่านอื่นๆ
               
                จากปรากฏการณ์ข้างต้น คณะผู้จัดทำได้ศึกษา ค้นคว้า ทบทวนเอกสารประกอบซึ่งมี ทฤษฎีเกี่ยวข้องสัมพันธ์ดังนี้
1.       แนวคิดและทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda Setting Theory)
2.       แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางในการนำเสนอข่าวสาร
3.       แนวคิดเกี่ยวกับการเปิดรับสื่อ


แนวคิดและทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda Setting Theory)
                ทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda Setting Theory) เป็นทฤษฎีสื่อสารมวลชนซึ่งอยู่ในยุคที่เรียก Emergence of Moderate effects อันเป็นยุคที่ 3 ซึ่งเชื่อว่าสื่อมีอิทธิพลในระดับปานกลาง หมายความว่า สื่อทำให้คนพูดถึงในสิ่งที่สื่อกาลังเสนอได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนจะเชื่อในสิ่งที่สื่อพูดเสียทันที ซึ่งก่อนหน้านั้นในยุคแรกมีความเชื่อว่า สื่อมีพลังอันมหาศาล (..1920-1960) ดังเช่น ทฤษฎีกระสุนปืน (Magic Bullet Theory) ที่เชื่อว่าสื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ และในยุคที่สองที่เริ่มหันมาเชื่อว่าสื่อไม่มีพลังอำนาจอย่างที่เคยคิดแต่ทว่ามีผลกระทบอันจำกัดเท่านั้น ประมาณ (..1960-1980) เช่น ทฤษฎี Selective Influence Theories หรือการมีอิทธิพลอย่างจำแนก Agenda Setting เป็นบทบาทของสื่อมวลชน ในการจัดการข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างมากมายเอาไว้ให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อพร้อมสาหรับการนำเสนอ ซึ่งในขึ้นตอนการนำเสนอนั้น สื่อก็จะช่วยจัดวาระเรียงลำดับความสำคัญ เพื่อที่ประชาชนจะได้พูดถึง อภิปราย ถกเถียง และให้ความสนใจต่อประเด็นที่สื่อเลือกมาเสนออันก่อให้เกิดอิทธิพลทางอ้อม กล่าวคือ ถึงแม้สื่อจะไม่สามารถทำให้ประชาชนคิดแบบที่สื่อจะคิดได้(Think What) แต่สื่อก็ยังสามารถทำให้คนคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อบอกได้ (Think about) นอกจากนั้นประชาชนก็ยังเรียนรู้กติกาต่างๆที่อยู่ในรูปแบบของสื่อ เช่น อะไรที่พูดถึงมาก แปลว่าสำคัญ อะไรที่พูดถึงก่อนแปลว่าสำคัญอะไรที่พาดหัวใหญ่สุดแปลว่า สำคัญที่สุด เป็นต้น

                สื่อมวลชน ได้กล่าวถึง การที่ประชาชนเรียนรู้จากสื่อมวลชนว่าอะไรคือประเด็นปัญหา และควรจะจัดลำดับของประเด็นปัญหาเหล่านั้นเป็นอย่างไร

                การทำงานของสื่อมวลชน จำเป็นต้องมีการเลือกเรื่อง หรือกำหนดประเด็นในการนำเสนอข่าว ทำให้สื่อมีบทบาทในการเป็นผู้กำหนดกรอบของเรื่องราวที่นำเสนอ และประเด็นในการโต้แย้งแสดงเหตุผลของสังคม สื่อมวลชนจึงถูกมองว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่กำหนดประเด็นให้แก่สังคม(Agenda setting) เรื่องใดที่สื่อนามาเผยแพร่นั้นก็ยิงมีน้าหนักมากขึ้นไปด้วย และกลายเป็นประเด็นใหญ่ของสังคม หรือที่คนเรียกว่า เป็นวาระทางการเมืองและสังคม (Social and Political Agenda)

                ในขณะที่ Jame W.Dearing และ Everett M. Roger ได้กล่าวถึงการทำหน้าที่ในการกำหนดวาระข่าวสารของสื่อมวลชนไว้ว่า กระบวนการกำหนดวาระเปรียบเสมือนกระบวนการทางการเมืองที่ประเด็นข่าว เหตุการณ์ต่างๆ ต้องมีการแข่งขันกัน เพื่อได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจนถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นของข่าวในวันนั้น โดยอาศัยการพิจารณาของข่าวนั้นๆเป็นสำคัญ ทั้งนี้กระบวนการกำหนดวาระของข่าวสารว่าประเด็นใดบ้างจะถูกจัดขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในวันนั้น มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ
                1. ประเด็นที่สื่อมวลชนนำเสนอ (Media Agenda) กล่าวคือ ประเด็นที่สื่อมวลชนเป็นผู้จัดลำดับ ความสำคัญว่ามีคุณค่า และน่าสนใจเพียงพอที่จะนาขึ้นรายงานต่อสาธารณชน ซึ่งสื่อมวลชนจะพิจารณาความเด่นของข่าวในจำนวนหลายๆชิ้น ว่าข่าวใดมีความเด่นสุด
                2. ประเด็นที่สาธารณชนให้สำคัญ (Public Agenda) คือ ประเด็นที่สาธารณะเป็นผู้จัด หมายถึงการที่สังคมให้ความสนใจ หรือสร้างผลกระทบต่อผู้คนในสังคมได้ สื่อมวลชนก็จะหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระในการนำเสนอ เช่น ในสหรัฐอเมริกาช่วงหนึ่งมีปัญหาสังคมที่สำคัญ คือ เรื่องการสูบบุหรี่ โดยมีการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ เป็นอย่างมาก สื่อมวลชนได้ใช้ปัญหาสังคมนี้ (Social Problem) มาเป็นตัวกำหนดประเด็นวาระของสื่อมวลชนได้
                3. ประเด็นระดับนโยบาย (Policy Agenda) ก็คือ ประเด็นที่ผู้อำนาจเป็นผู้จัด โดยมักเป็นประเด็นที่ยกขึ้นมาให้ผู้ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายให้ความสำคัญ เช่น ครั้งหนึ่งเคยมีประเด็นสตรี (Famine Issue) ซึ่งประเด็นนี้เป็นเพียงแค่ประเด็นเล็กๆ ที่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่จากการที่สื่อมวลชนหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ทำให้ประเด็นเล็กๆกลายเป็นประเด็นสำคัญในสหรัฐฯได้ โดยมีสื่อมวลชนสนับสนุนนั่นเอง

                ซึ่งการจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media และการทำงานของสื่อมวลชน สอดคล้องกับทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda Setting Theory) ซึ่งสื่อในสมัยนั้นจะมีเพียงหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ดังนั้นข่าวของการจากไปของบุคคลที่มีชื่อเสียง ก็จะกลายเป็นข่าวใหญ่ในช่วงไม่กี่นาที โดยใช้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์จากสื่อใหญ่ ลงท้องถิ่น จากท้องถิ่นลงสู่ชุมชน จากชุมชนลงสู่หมู่บ้าน และเผยกระจายเป็นทฤษฎีกระสุนปืน (Magic Bullet Theory) ที่เชื่อว่าสื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ สื่อมีพลังอำนาจอย่างมากต่อการรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร

                การที่สื่อมวลชนเอาใจใส่ต่อประเด็นปัญหาบางอย่าง และละเลยปัญหาอื่นๆ ก็ย่อมมีผลต่อมติมหาชน ประชาชนมักมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่สื่อมวลชนนำเสนอ รวมทั้งรับเอาระดับความสำคัญตามที่สื่อมวลชนได้ให้แก่ประเด็นต่าง ๆ ด้วย การจัดระเบียบวาระให้เป็นข่าวเด่น ด้วยการพาดหัวข่าวใหญ่ในหน้าหนึ่ง ผ่านการพาดหัวข่าวใหญ่โตผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ผ่านการออกอากาศ กระจายเสียงทุก ๆ ต้นชั่วโมงในการติดตามข่าวสารนั้น เพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสาร ความคืบหน้าให้ประชาชนได้รับรู้ ตลอดทั้งสัปดาห์ถึงข่าว การเสียชีวิตของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ถ้าเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบันจะเหมือน การจากไปของ ปอ ทฤษฏี ที่มีการให้ความสำคัญของสื่อต้นสังกัด คือ ช่อง 3 รวมทั้งสื่ออื่น ๆ ที่มีการรายงานความคืบหน้า การพูดถึงเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งภาพบรรยากาศของงานให้ประชาชนได้รับรู้ว่าข่าวการจากไปของ ปอ ทฤษฎี สหวงศ์ ถูกจัดระเบียบวาระเป็นข่าวเด่น เป็นข่าวสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์
                ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ผู้รับสารไม่เพียงแต่เรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ และเรื่องราวอื่นๆผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้ด้วยว่าจะให้ความสำคัญต่อประเด็นปัญหาหรือหัวข้อหนึ่งๆ มากน้อยเพียงไร จากการเน้นนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางในการนำเสนอข่าวสาร

                จากการศึกษาของ Haskins, Millers และ Quarles ทั้งสามได้ศึกษาทิศทางการนำเสนอข่าว โดยได้เปรียบเทียบระหว่างวิทยุ และโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา โดยให้คำจำกัดความของข่าวเชิงบวก เชิงกลาง และข่าวเชิงลบดังนี้
                ข่าวเชิงบวก หมายถึง ข่าวที่ผู้อ่านอ่านแล้วตีความ หรือเกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่าเป็นเรื่องที่ให้ผลในทางดี มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น น่าชื่นชม แสดงความรู้สึกเห็นด้วย สนับสนุน ชื่นชม สังคมมีสุขภาพดี ส่งเสริมศีลธรรมจรรยา แสดงถึงการพัฒนาการร่วมมือกลมเกลียวน่ายกย่อง ช่วยเหลือกัน ไม่เห็นแก่ตัว แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ การค้นพบที่น่าชื่นชม หรือเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกพึงพอใจเป็นสุข โดยภาพรวมคือเนื้อหาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

                ข่าวเชิงลบ หมายถึง ข่าวที่ผู้อ่าน อ่านแล้วตีความ หรือเกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจ เป็นความขัดแย้ง สุขภาพเสื่อม ไม่เห็นด้วย ต่อต้านสังคม น่าสยดสยอง ล่มสลาย ทาลาย เจ็บปวด เป็นอันตรายทรุดโทรม ถดถอย หรือเรื่องราวที่ให้ความรู้ที่ไม่เป็นสุข โดยภาพรวมคือเนื้อหาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวลง

                ข่าวเชิงเป็นกลาง หมายถึง ข่าวที่นอกเหนือไปจากทั้งสองขั้วข้างต้น คือเนื้อหาที่ไม่มีลักษณะของการให้อารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้อ่านไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน เป็นการเสนอข้อเท็จจริงทั่วไป เป็นข่าวที่ไม่ให้ความรู้สึกพึงพอใจเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นทุกข์ และในบรรดาข่าวที่มีทิศทางแตกต่างกันระหว่างบวก จนไปถึง ลบนั้น

                Galtung และ Ruge ให้เหตุผลเชิงสนับสนุนว่า ข่าวเชิงลบมีคุณสมบัติเด่น และถูกเลือกมาเป็นข่าวมากกว่าข่าวเชิงบวก เนื่องจากข่าวเชิงลบ เป็นที่ชื่นชอบและเข้ากันดีกับกิจการของหนังสือพิมพ์เพราะเรื่องราวร้ายๆ มักเป็นที่พอใจของผู้อ่าน
                ข่าวเชิงลบ เป็นเรื่องที่ประชาชนจะเชื่อ ยอมรับ หรือเห็นด้วยได้ง่ายกว่าเรื่องราวลักษณะอื่น เพราะไม่มีความซับซ้อน การกระทาผิดพลาดของคน มักจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด และเข้าใจได้ง่าย
                ข่าวเชิงลบ สอดคล้องกับปัญหาประจำวันที่คนเผชิญอยู่ ข่าวเชิงลบ จึงช่วยเติมเต็มความรู้สึกของคนได้ ข่าวเชิงลบมักเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ น่าติดตามนั่นเอง
               
                โดยการจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media และการทำงานของสื่อมวลชน ซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางในการนำเสนอข่าวสาร ของ Haskins, Millers และ Quarles การรายงานเนื้อหาข่าวการเสียชีวิตของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่จะเน้น เชิงบวก อำลา อาลัย พูดถึงผลงาน และสิ่งดี ๆ ที่เธอทำ รวมถึงเรื่องในแง่มุมที่ดีของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่

                ซึ่งทำผู้อ่านอ่านแล้วตีความหรือเกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่าเป็นเรื่องที่ให้ผลในทางดี มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น น่าชื่นชม ไม่ได้ก่อให้เกิดความเกลียดชัง แตกแยก หรือต้องการทำลายภาพลักษณ์ของผู้เสียชีวิตผ่านข่าว แต่จะนำเสนอข่าวเพื่อแสดงความรู้สึกเห็นด้วย สนับสนุน ชื่นชม ส่งเสริมศีลธรรมจรรยา แสดงถึงการพัฒนาการร่วมมือกลมเกลียวน่ายกย่อง ช่วยเหลือกัน ไม่เห็นแก่ตัว แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ การค้นพบที่น่าชื่นชม หรือเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกพึงพอใจเป็นสุข โดยภาพรวมคือเนื้อหาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของการจากไปอย่างที่น่าจดจำของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในฐานะ ราชินีลูกทุ่งชื่อดัง
               

แนวคิดเกี่ยวกับการเปิดรับสื่อ

                แคลปเปอร์ (Klaper, 1960) กล่าวว่า มนุษย์มีกระบวนการเลือกรับข่าวสารที่ประกอบด้วยกัน 4 ขั้นตอน คือ 
                1. การเลือกเปิดรับ โดยบุคคลเลือกเปิดรับสื่อและข่าวสารตามความสนใจและความต้องการ  
                2. การเลือกสนใจ หลังจากเลือกเปิดรับสารแล้ว บุคคลยังเลือกให้ความสนใจเฉพาะข่าวสารที่ทอดคล้องกับทัศนคติและความเชื่อดั้งเดิม  
                3. การเลือกรับรู้หากข่าวสารที่ได้รับมาขัดแย้งกับทัศนคติและความเชื่อดั้งเดิม บุคคลจะบิดเบือนข่าวสารนั้นให้สอดคล้องกับทศนคติและความเชื่อของตน  
                4. การเลือกจดจำบุคคลเลือกจดจำเนื้อหาสาระของสารในส่วนที่ต้องการจำเข้าไปเก็บไว้เป็นประสบการณ์เพื่อใช้ในโอกาสต่อไปและพยายามลืมในส่วนที่ต้องการจะลืม ดังนั้นผู้รับสารจะเลือกรับข่าวสารทางการเมืองตามช่องทางและมากน้อยเพียงไรนั้น จึงขึ้นอยู่กับกระบวนการเลือกรับข่าวสารทั้ง 4 ขั้นตอนดังกล่าว โดยข่าวสารใดที่ตรงตามความสนใจ ความต้องการ สอดคล้องกับทศนคติและความเชื่อดั้งเดิมของผู้รับสาร ข่าวสารนั้นก็จะถูกเลือกจดจำ ส่วนข่าวสารใดที่ผู้รับสารไม่ต้องการหรือไม่อยู่ในความสนใจ ข่าวสารนั้นก็จะถูกลืมในที่สุด

                การจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media และการทำงานของสื่อมวลชน สอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดรับสื่อ โดยสมัยก่อนความหลากหลายของศิลปิน แนวเพลง และรูปแบบการทำงานด้านบันเทิงยังไม่หลากหลายเท่าในปัจจุบันการแข่งขันยังน้อย ทำให้ผู้รับสารมีอิทธิพลในการเปิดรับสาร ผ่านความพึงพอใจ ความชอบ และปัจจัยส่วนบุคคลที่ผู้รับสารพึงมี ทำให้การรับข่าวสารมีประสิทธิภาพและมีกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ยิ่งด้วยข่าวของการจากไปของบุคคลที่มีชื่อเสียง อย่างพุ่มพวง ดวงจันทร์ ดังนั้นผู้รับสารก็ไม่พลาดที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหว ข่าวสารของการจากไป ไม่ใช่แค่ข่าวการเสียชีวิต แต่ข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้รับสาร

                รวมถึงเนื่องจากสื่อโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียงมี เนื้อหาสาระ ที่มีการนำเสนอสลับสับเปลี่ยนตลอดเวลา และด้วยที่คุณสมบัติสื่อโทรทัศน์ ที่สามารถรับสื่อได้ด้วยการฟังการมองเห็นภาพ จึงมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการรับรู้และความเข้าใจของผู้รับข่าวสาร เพราะสามารถให้ทั้งภาพ เสียง การเคลื่อนไหว สะดวก สบาย ไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเองหรือรอเพียงแค่หนังสือพิมพ์รายวัน ก็สามารถที่จะรับรู้ข้อมูลได้มากมายผ่านสื่อเหล่านี้ได้ ยิ่งสร้างความสะดวกสบายและการเปิดรับที่เข้าถึงข่าวสารได้ตลอดเวลา จึงเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการรับสื่อเกี่ยวกับเรื่องราวการจากไปของพุ่มพวง ดวงจันทร์

                ในเรื่องของสื่อมวลชนสมัยก่อน การทำงานเปรียบเป็นดั่งนักปราชญ์ที่ค่อยรายงานข่าวให้พระราชา การทำข่าวราบรวมข่าวสาร สำหรับหนังสือพิมพ์ จะพิมพ์วันต่อวัน อัพเดตข่าวสารตลอดเวลา ผสมกับความน่าเชื่อของเนื้อหาและแหล่งที่มาของข่าวสารที่น่าเชื่อถือและสามารถรับสื่อได้ ทำให้คนสมัยก่อนจะชอบเปิดรับสื่อหนังสือพิมพ์กันเยอะ ด้วยสำนวนภาษาการเขียนที่น่าติดตามของสื่อมวลชนสมัยก่อน

                หลังจากการศึกษา ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับทฤษฎีสื่อสารมวลชนและการทำงานของสื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์การจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media และการทำงานของสื่อมวลชน ทำให้คณะผู้จัดทำ ทราบว่า ช่องทางในการเปิดรับสื่อสมัยก่อน ยังมีไม่หลากหลายมากเท่าในปัจจุบัน หนังสือพิมพ์ใช้การพิมพ์แบบวันต่อวัน  ดังนั้นแรงในการกระจายข่าวสารการจากไปของพุ่มพวง ดวงจันทร์เป็นการใช้การกำหนดวาระข่าวสาร ผสมกับการกระจายเป็นทฤษฎีกระสุนปืน (Magic Bullet Theory) คือ ตั้งข่าวใหญ่ต่อวัน จากนั้นระดมสื่อทั้ง โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง และหนังสือพิมพ์ ออกข่าว พาดหัวใหญ่ จากสื่อใหญ่สู่สื่อท้องถิ่น จากท้องถิ่นสู่หมู่บ้าน จากหมู่บ้าน สู่ชุมชนและเผยกระจายเข้าตามครัวเรือน ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยข้อจำกัดที่โทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง สมัยก่อน ยังไม่มีการเริ่มออกอากาศ 24 ชั่วโมงในปัจจุบัน แต่ด้วยแรงทฤษฎีกระสุนปืน มีการพูดบอกกล่าวกันในวงสังคม ทำให้เกิดแรงตอบรับหรือ Feedback ในเรื่องของการมาร่วมกันของประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเกือบครึ่งแสน มาร่วมพิธีรดน้ำศพและร่วมงานศพของพุ่มพวงดวงจันทร์ ภายในระยะเวลาที่ออกขายไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง
               
       รวมถึงความพึงพอใจในการเปิดรับสื่อของผู้รับสารในอดีต ที่พร้อมจะรับสารทุกเมื่อ และพร้อมจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่เปิดรับนั้นเป็นข้อมูลความจริง ซึ่งการเปิดรับสื่อในสมัยนั้น จะเปิดรับผ่านปัจจัยส่วนบุคคลและความพึงพอใจ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกี่ยวกับความชื่นชอบชื่นชมส่วนตัวที่ผู้รับสารมีให้ต่อพุ่มพวง ดวงจันทร์  ที่ส่วนใหญ่ตัวแปรอิทธิพลด้านความต้องการ จะสอดคล้องกับ ทฤษฎีการใช้สื่อเพื่อประโยชน์และความพึงพอใจ ในเรื่องความต้องการด้านความรัก ที่เกี่ยวข้องกับ ความชื่นชอบส่วนตัว ของรัก ศิลปินที่รักก็เกี่ยวข้อง ตามที่มาสโลว์ (Maslow) ได้กล่าวไว้ในทฤษฎีนี้ และยังมีตัวแปรประกอบต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้รับสารเปิดรับสื่อที่แตกต่างไป เช่น ความสนใจในช่วงวัยนั้น ความสามารถในการรับสาร สภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปิดรับสื่อ การโน้นน้าวใจและพฤติกรรมของผู้รับสาร ด้านอารมณ์ ด้านทัศนคติ ที่จะเป็นตัวกำหนดท่าทีของการเปิดรับ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือข้อมูลข่าวสารที่รับรู้ก็มีส่วนสำคัญในการรับสื่อ

                และองค์ประกอบสุดท้ายที่พบเจอในเรื่อง ปรากฏการณ์การจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สะท้อนภาพการเผยแพร่ข่าวสาร ในยุคสื่อไร้ Social Media และการทำงานของสื่อมวลชน แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางในการนำเสนอข่าวสาร ของ Haskins, Millers และ Quarles การรายงานเนื้อหาข่าวการเสียชีวิตของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่จะเน้น เชิงบวก อำลา อาลัย พูดถึงผลงาน และสิ่งดี ๆ ที่เธอทำ รวมถึงเรื่องในแง่มุมที่ดีของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่

                ซึ่งทำผู้อ่านอ่านแล้วตีความหรือเกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่าเป็นเรื่องที่ให้ผลในทางดี มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น น่าชื่นชม แต่จากการศึกษาเราก็เห็นข้อแตกต่างของสื่อมวลชนสมัยก่อนประมาณ 24 ปี เรื่องความนิยมในการถ่ายภาพศพ ให้เห็นศพ เห็นสภาพศพที่กำลังเสียชีวิต เนื่องจากสมัยก่อนประชาชนมีความศรัทธาในตัวของบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง หรือ บุคคลสำคัญของประเทศ จนต้องมีการถ่ายภาพพิสูจน์ เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเสียชีวิตแล้วจริง ๆ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อถึงการจากไป จนกลายเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา

                แต่การนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับทิศทางในการนำเสนอข่าวสารที่จะมีสื่อมวลชนในสมัยนั้น บางหัว บางสำนักที่ใช้ภาพศพ ภาพการตาย ภาพการเสียชีวิต รวมถึงการเขียนข่าวในเนื้อหาเชิงลบ ทำลายภาพลักษณ์ สอดแทรกกับเนื่องหาการหมื่นประมาทผู้เสียชีวิต จนกลายเป็นค่านิยมของสื่อมวลชนในสมัยก่อน จากภาพบุคคลดังในบ้านเมือง ภาพศพของมิตร ชัยบัญชา ภาพศพคนดังในวงการบันเทิง  ซึ่งถ้าเราศึกษาในมุมลึกจริง ๆ จะพบว่าในสมัยนั้น ยังไม่มีการ ปฏิรูปสื่อ สื่อยังคงทำตามอำนาจและคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา โดยแสดงออกทางภาพลักษณ์หนังสือว่า ถ้าสื่อมวลชนสำนักนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องการนำเสนอแต่ข่าวเชิงบวก ภาพลักษณ์นั้นก็จะเป็นหนังสือดี ผิดกับอีกเล่มถ้าผู้บังคับบัญชา คิดในแง่ลบ สื่อมวลชนทำตามคำสั่งแต่แง่ลบ หนังสือเล่มนั้นจะเป็นหนังสือแง่ลบที่แค่เอ่ยชื่อก็นึกถึงภาพรวมของหนังสื่อเล่มนั้นออก

                จนตั้งแต่ ปี 2540 เป็นต้นมาก็เริ่มมีการปฏิรูปสื่ออย่างเป็นทางการ โดยสื่ออยู่ภายใต้สิทธิ เสรีภาพสื่ออย่างเต็มที่ อย่างเต็มที่ภายใต้กรอบจริยธรรมของตนเองที่มีไว้ จากการศึกษาทำให้เราทราบว่า สมัยก่อนในยุคที่ Social Media ความรัก ความศรัทธาในตัวแหล่งข่าวและผู้รับสารคือพลังงานที่เผยแพร่รวดเร็วที่สุด รวมทั้งการตั้งวาระข่าวสาร และการกำหนดภาพลักษณ์ข่าวให้น่าสนใจ ยังเป็นที่ต้องการในสังคม และอิทธิพลการเปิดสื่อของผู้รับสารที่เลือกรับสารด้วยปัจจัยอิทธิพลส่วนบุคคลไม่มีขอแปรผัน






















วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

รู้เท่าทันสื่อ



บทละครวิทยุ “ คืนสยอง ”

บทละครวิทยุ
“ คืนสยอง ”
เปิดเรื่อง
บรรยาย : ประกาศจาก คณะสร้างสรรค์ความสยอง ช่วงเวลานับจากนี้ไป
ขอเชิญท่านผู้ฟัง เดินทางผ่านเสียงเข้าสู่ความวังเวง หลอกหลอน ในโลกของวิญญาณ
ที่จะสร้างความสยอง เขย่าขวัญสั่นประสาท และกระชากอารมณ์ กับละครวิทยุเรื่อง
“คืนวันนั้น” คำเตือนแนะนำให้มีสติ สมาธิ และหลับตาลง เพื่อให้ได้อรรถรสในการรับฟัง

ฉากที่ 1
 (เปิดเพลงบรรเลง)
บรรยาย : ห้องจัดรายกายวิทยุประจำสถานี หลอน
ดีเจแม็ค : สวัสดีครับท่านผู้ฟัง วันนี้เราพบกันอีกแล้วกับรายการ “มิติสยอง”
ในค่ำคืนวันโกนก่อนวันพระใหญ่ ที่ใครหลายๆคนเชื่อว่า เป็นค่ำคืนของช่วงเวลาที่วิญญาณ สัมภเวสี และผีไร้ญาติ จะออกมาขอส่วนบุญ สำหรับค่ำคืนนี้ใครมีเรื่องเล่าสยอง น่ากลัว หรือเขย่าขวัญสั่นประสาท สามารถติดต่อเราได้ที่ 02-797-4342
(เสียงโทรศัพท์ดัง)
ดีเจแม็ค : มาพบกับสายแรกของเราในคืนนี้กันเลยนะครับ
วิน : สวัสดีครับ (เสียงไอไม่สบาย)
ดีเจแม็ค : สวัสดีครับ น้องวินใช่ไหมครับ
วิน : ใช่ครับพี่แม็ค วินเองครับ
ดีเจแม็ค : สำหรับเรื่องเล่าคืนนี้ น้องวินให้ชื่อว่า “คืนวันนั้น” ทราบมาว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวของน้องวินเอง เรื่องราวเป็นอย่างไรครับ
วิน : เรื่องมันมีอยู่ว่า......
(เพลงปี่พาทย์ดังขึ้น)
ฟลุ๊ค : สวัสดีครับ เชิญด้านในก่อนนะครับ วินรับแขกที
วิน : สวัสดีครับ คืนนี้พระสวดอภิธรรมศพ ประมาณสองทุ่มครึ่งครับ เดี๋ยวเชิญทางนี้ก่อนนะครับ
(เสียงเดินบนพื้นไม้)
วิน : นี่ธูปครับ วิธีสุดท้ายที่เราจะบอกและพูดคุยกับคนตาย
บรรยาย : บรรยากาศงานศพคืนแรก ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า อาลัย อาวรณ์ ต่อการจากไปอย่างกะทันหันแบบไม่มีวันกลับ สร้างความสะเทือนใจต่อคนที่เป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง และเพื่อน จนค่ำคืนสวดอภิธรรมศพคืนแรกผ่านไป
(เสียงเพลงปี่พาทย์)
ฟลุ๊ค : ขอบคุณนะครับที่มาร่วมงาน เดินทางกลับกันดีๆนะครับ
วิน : สวัสดีนะครับผม เดินทางกลับดีๆนะครับ
(เสียงรินน้ำและดื่มน้ำ)
วิน : คืนแรกคนเยอะจัง เหนื่อยชะมัด แต่ถ้าเป็นงานศพกู คนจะเยอะแบบนี้ก็สนุกดีนะเว้ย ไอ้ฟลุ๊ค
ฟลุ๊ค : เฮ้ย โบราณเขาถือ พูดแบบนี้มันเป็นลางไม่ดีนะ
วิน : ก็พูดเล่นๆ เถอะนะ ไม่ได้คิดจริงจังอะไร ถ้าเป็นงานกู กูคงจัดแบบผู้ดีเวลาตาย
มีน้ำตกเล็ก ๆ มีสวนดอกไม้แนวฝรั่งหน้าโลง บนโลงประดับด้วยพุ่มดอกกุหลาบสวยๆ รูปหน้าโลงก็ไปเอาจาก Facebook ได้เลย เลือกเอาภาพที่คนกด like เยอะๆนะเว้ย เอาให้ดีกว่างานนี้แน่นอน
(เสียงของตกแตกและแมวร้อง)
ฟลุ๊ค,วิน : เฮ้ย ไอ้แมวบ้า
ฟลุ๊ค : เอาแล้วไง ๆ บอกแล้ว อย่าพูดแบบนี้
วิน : ก็แค่ล้อเล่นเฉย ๆ อย่าจริงจังดิ
ฟลุ๊ค : ไอ้แมวนั้นก็เกินไป ที่อื่นมีให้เล่นเยอะแยะไม่เล่น ดันไปปีนเล่นตรงถาดอาหารถวายศพทำไม
บรรยาย : สิ่งที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากความบังเอิญของแมวที่ซุกซนเอง หรืออาจจะเกิดจากพลังงานหรือสิ่งที่เรามองไม่ให้เห็น เขาอาจจะไม่พอใจ หรือกำลังจะบอกอะไรเราอยู่ก็เป็นได้

ฉากที่ 2
วิน : แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตรงนี้นะครับพี่แม็ก แต่เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนผมอีกสองคน
ที่กำลังจะเดินทางมาถึง นี่แหละความน่ากลัวถึงเกิดขึ้น
ดีเจแม็ก :  แล้วเรื่องเป็นไง เราต่อเลยครับ
บรรยาย :  หลังจากพระสวดอภิธรรมศพเสร็จแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายส่งแขกกลับบ้าน แล้วก็จัดแจ้งเก็บกวาดสถานที่ เพื่อจะได้เป็นที่นอนที่พักผ่อนในคืนนี้
ฟลุ๊ค : อ้าว ไอ้ต้าร์ กับ ไอ้พลอย มาแล้วเว้ย
ต้าร์ : หวัดดีเว้ย ไอ้ฟลุ๊ค
ฟลุ๊ค : หวัดดีนะพลอย ยังสวยเหมือนเดิมนะ
พลอย : อ้าว สวัสดีวิน สบายดีไหม ไม่เจอกันนาน
วิน : สบายดีพลอย ไม่เจอกันนาน ยังเหมือนเดิมเลยนะเรา
ฟลุ๊ค : ไหน ๆ มาถึงไปไหว้ศพเพื่อนมันกัน เดี๋ยวเรากับวินเอาของไปเก็บให้
ต้าร์ : ขอบคุณเว้ย
พลอย : ขอบคุณนะค่ะ
(เสียงเดินบนพื้นไม้)
พลอย : อ่ะ ต้าร์ ธูปจ๊ะ
ต้าร์ : ขอบคุณครับพลอย เฮ้ย ฝน เรามาหาเธอแล้วนะ อยู่ตรงนั้นเหงาไหม มีเพื่อนเล่น เพื่อนคุยด้วยไหม ถ้าไงมาหาเราได้นะเว้ย
(เสียงลมพัดหน้าต่างปิด)
พลอย : ต้าร์ บ้าหละ ทำไมพูดแบบนั้นหละ
ต้าร์ : พลอยก็ทำตาขาวกลัวไปได้ ผีไม่มีอยู่จริงหรอก เพื่อนมันตายไปแล้ว มันก็ไปอยู่ในโลกของมันสิ ถ้ามาได้ก็บ้าแล้ว ท่านยมบาลคนไม่ปล่อยให้มาหรอก
(เสียงลมพัดหน้าต่างปิด)
พลอย : เฮ้ยยยย อีกแล้ว อีกแล้ว พอแล้วต้าร์ พลอยกลัว  
บรรยาย : สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความบังเอิญของลม ที่เล่นตลกทำให้หน้าต่างปิดเปิดปะทะกันเสียงดัง หรือไม่แน่อาจเกิดจากคำท้าทายของต้าร์ ที่ทำให้บางสิ่งบางอย่างโกธร หรือไม่พอใจก็เป็นได้

ฉากที่ 3
วิน :  ไม่ได้เจอกันนานยัง เรียนที่เดิมอยู่ไหม
พลอย : พลอยยังเรียนที่เดิมนะ อีกปีหนึ่งก็จบแล้ว
ต้าร์ : แต่เราไม่ได้เรียนแล้ว กลับมาช่วยที่บ้านขายของแถวบางลำพู
ฟลุ๊ค : ธุรกิจโลงศพสินะ ต้าร์
ต้าร์ : ใช่ แรกๆก็ไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่ ไปๆมาๆก็ชอบซะงั้น
วันไหนลูกค้าไม่มีก็แอบไปนอนเล่นประจำเลย คิดว่าตัวเองทดลองสินค้า จะได้รู้ว่าคนตายนอนสบายไหม ที่นอนนุ่มป่าว โลงมีเสี้ยนหรืออะไรไหมที่จะทำให้ระคายเคืองผิว ลองไปนอนเล่นด้วยกันไหมหละ
วิน : ไอ้ต้าร์นี่ เป็นคนตลกอย่างไร ก็ยังคงตลกเสมอ
พลอย : แถวบ้านเรียกว่า ตลกไม่ดูเวร่ำเวลา พูดอะไรไม่รู้
ฟลุ๊ค : เออ ถามหน่อย เวลาขายของพวกนี้ เคยเจอบางไหม
พลอย : ฟลุ๊ค !! (ทำเสียงขู่)
ฟลุ๊ค :  นิดหน่อยเองพลอย ก็ฟลุ๊คอย่างรู้นิ
ต้าร์ : ก็ไม่เท่าไหร่ เคยเจอบ้างครั้งคราว
วิน : ดีแล้ว คิดว่าเจอเป็นประจำ ถ้าเป็นวิน คงจับไข้หัวฟูแน่นอน
ต้าร์ : ก็ไม่แน่นะวิน คืนนี้ เราอาจจะเจอด้วยกันก็ได้
(เสียงไฟดับ ผสม เสียงตกใจ กรี๊ด)
บรรยาย : เมื่อสิ้นสุดบทสนทนาของต้าร์ไฟก็ดับ ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมิด ยกเว้นแต่แสงจากเปลวไฟตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ ที่เปิดไว้สำหรับจุดธูปบอกกล่าววิญญาณที่อยู่ไกลออกไปประมาณสองช่วงเสาไม้ศาลวัด
วิน : เฮ้ยยยย
ฟลุ๊ค : แปบๆ เดี๋ยวเราเดินไปเอาเทียนมาให้
ต้าร์ : เดี๋ยวเราไปด้วยดีกว่า ฟลุ๊ค เอาแสงจาก I Phone ส่งนำทางเอา
(เสียงเดินบนพื้นไม้)
พลอย :  วิน ๆ พลอยนั่งด้วยสิ กลัวจัง บรรยากาศมันแปลก
วิน : เราก็คิดแบบนั้น
(เสียงไฟแช็คจุดไฟ)
ต้าร์ : อ่ะ มีแสงนิดหน่อย ก็สว่างแล้ว เอาไว้เลยคนละเล่ม เทียนเหลือ 4 เล่ม พอดี
วิน : อีกนานไหม กว่าไฟจะมาเนี้ย
(เสียงนาฬิกาโบราณดัง)
ต้าร์ : เที่ยงคืนแล้วหรอเนี้ย
ฟลุ๊ค : เที่ยงคืนแล้ว เวลาดีเลย
วิน : เวลาอะไร ฟลุ๊ค
ต้าร์ : เวลาที่เราจะมา แชร์ประสบการณ์การขนหัวลุกกันไง
พลอย : บ้าหรอต้าร์ ไม่เอา ๆ พลอยกลัวอ่ะ
วิน : ใช่ๆ เราก็กลัว
ฟลุ๊ค : มันไม่น่ากลัวหรอก แค่เล่าเรื่องผีเอง ใครเคยเจอมาแบบไหนก็เล่าแบบนั้น
ต้าร์ : เรามาสร้างบรรยากาศกันเถอะ
ฟลุ๊ค : เฮ้ย ไปเอาธูปมาตอนไหนว่ะ
ต้าร์ : หน้าโลงไง ไปเอามาพร้อมเทียน
ฟลุ๊ค : เร็วจริงๆ เลย ไอ้ต้าร์
วิน : แล้วต้าร์ จะเอาธูปมาทำไม
ต้าร์ : เอามาเรียกวิญญาณไง
พลอย : พลอยกลัวจัง เล่นแบบนี้มันไม่ดีเลยนะต้าร์
ต้าร์ : เอาหละ สำหรับเกมส์ที่เราจะเล่นวันนี้ก็คือ พิธีกรรมคืนเฝ้าผี
กติกาก็คือ ทุกคนจะต้องรวมกันทำพิธีกรรมทั้งหมด 5 พิธีกรรม เพื่อติดต่อกับวิญาณ
ถ้าใครทำครบทั้ง 5 พิธีกรรม คือผู้ชนะ แต่ถ้าใครยอมแพ้ ทำไม่ครบ 5 พิธีกรรม คนนั้นจะต้องโดนทำโทษให้ไปนอนที่เมรุ พร้อมเหล่าดวงวิญญาณ
พลอย : พลอยกลัว พลอยไม่เล่นได้ไหม
ฟลุ๊ค : ถ้าพลอยไม่เล่น แปลว่าพลอยยอมแพ้ งั้นพลอยก็ต้องไปนอนที่เมรุเผาศพนะ
วิน : เฮ้ย จะบ้าหรอไอ้ฟลุ๊ค นี้ยังไม่มีใครตกลงจะแข่งเลยนะเว้ย

ฉากที่ 5
(เสียงนาฬิกาโบราณ กับ หมาหอน)
บรรยาย : เสียงนาฬิกาโบราณดังกังวานบอกเวลาว่าเป็นช่วงตี 1 แทรกผสมสร้างบรรยากาศความน่ากลัวด้วยเสียงหมาหอน ที่ดังมาจากทิศใต้ของวัด ที่เต็มไปด้วยหลุมศพ และสุสาน
เวลาของการแข่งขันเล่าเรื่อง ในโลกวิญญาณจึงเกิดขึ้น
ฟลุ๊ค : ตั้งธูปจุดเทียนบูชา สายสิญจน์เอามา เรียงร้อยห้อยโยง
                ลูกเด็กญาติ มิตร พร้อมหน้า ยกโลงขึ้นบ่าอาลัย
                บอกกล่าวเจ้าที่ผีทาง สัมภเวสีต่างๆ จงเปิดทางเตรียมไว้
                อัญเชิญวิญญาณผู้วางวาย อย่าได้หวั่น อย่าได้ไหว มาติดตามขบวน
ต้าร์ : อ่ะ ธูปคนละดอก สำหรับจุดเรียกดวงวิญญาณ ท่องตามที่เราแจกให้นะ
พลอย : จะดีหรอต้าร์ ยกเลิกตอนนี้ แล้วไปนอนกันดีไหม
ต้าร์ : มาถึงขนาดนี้แล้ว กลัวเป็นเด็กไปได้
ฟลุ๊ค : ทุกคนพนมมือขึ้นมา ท่องคาถาตามที่ ต้าร์แจกให้
(ทุกคนท่องคาถาพร้อมกัน)
ต้าร์ : อิติ สุคโต อรหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขมามิหัง (ท่อง1รอบ)
พลอย : สะ อะ นิ โส โส สะ อะ นิ สะ อะ นิ โส โส สะ อะ นิ ขอให้ได้พบ ให้ได้เจอ (ท่อง2รอบ)
ฟลุ๊ค : นิ กัน จะ สัง คะ โล คัส สมิง มา มะ มะ ขอให้ได้เจอ ให้ได้สัมผัส (ท่อง2รอบ)
วิน : สุ ปิ นา นัง สุ ปิ นา นัง สุ ปิ นา นัง ขอให้ได้พบ ให้ได้สัมผัส (ท่อง2รอบ)
(ระหว่างที่ทุกคนท่อง มีเสียงเท้าเดิน มีเสียงลมพัด มีเสียงแมวร้อง)
(เสียงแมวร้องกระโดดเข้ามากลางวง)
พลอย : อ๊ายยยยยย...... (ร้องตกใจ)
วิน , ต้าร์ , ฟลุ๊ค : เฮ้ยยยยยย ...... (ร้องตกใจ)
วิน : ไอ้แมวบ้า ไม่มีที่ให้เล่นแล้วไงว่ะ
บรรยาย : หลังจากที่พวกเขาทั้ง 4 คน เริ่มท่องคาถาที่เรียกดวงวิญญาณ สิ่งต่างๆก็เริ่มแสดงท่าทีเหมือนอยากมีส่วนร่วม ทั้งลมที่พัดแรง หมาที่ส่งเสียงหอน และเสียงฝีเท้าของบุคคลปริศนาที่เดินเข้ามาในบริเวรของพวกเขา

ต้าร์ : เริ่มพิธีกรรมแรกกันดีกว่า
(เสียงแก้วกระทบกัน กับ เสียงคลี่กระดาษออก)
พลอย , วิน : เฮ้ยยยย ผีถ้วยแก้ว
ต้าร์ : ใช่ ผีถ้วยแก้ว
ฟลุ๊ค : วิธีเล่น ให้ทุกคนนั่งคนละด้านของกระดานผีถ้วยแก้ว จุดธูปอันเชิญวิญญาณ และเอานิ้วชี้แตะที่ก้นถ้วย จากนั้นรอเวลา
ต้าร์ : ข้อห้าม ทุกคนห้ามปล่อยมือออกจากแก้วและห้ามทำแก้วล้ม เด็ดขาด
ฟลุ๊ค : เริ่มได้ ทุกคนท่องคาถาบทนี้พร้อมกัน
พลอย , ต้าร์ , วิน , ฟลุ๊ค : สะ อะ นิ โส โส สะ อะ นิ สะ อะ นิ โส โส สะ อะ นิ ขอให้ได้พบ ให้ได้เจอ (ท่อง2รอบ)
(เฟร์เสียงท่องคาถาลง)
บรรยาย : ระหว่างที่ทั้ง 4 ได้อัญเชิญวิญญาณ เข้าถ้วยแก้ว กลิ่นธูปได้ส่งกลิ่นอบอวน หอมตลบ ทั่วศาลา ไฟที่ดับก็เริ่มกระพริบเป็นบางจุด ดับแล้ว ดับอีก ส่งสัญญาณเหมือนจะติดแต่ก็ไม่ติด
เสียงฝีเท้าปริศนา ก้าวเข้ามา ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวงผีทั่วแก้ว และทันได้นั้นเอง
(เสียงไฟติด และ เพลงปี่พาทย์ดังมาไกลๆ)
พลอย : เฮ้ยยยย พลอยกลัว
วิน : เอาแล้วไง เอาแล้วไง
บรรยาย : ไฟที่ประดับโลงศพ และ รูปคนตายก็ติดขึ้นมา พร้อมมีเสียงปี่พาทย์เพลงมอญบรรเลง ส่งสัญญาณถึงบางสิ่งที่รับรู้ หรือ จะบอกเป็นนัยยะว่า เขากำลังจะมา
ต้าร์ : ไม่มีอะไรหรอก ได้เวลาเล่นแล้ว
ฟลุ๊ค : ทุกคนเอานิ้ววางที่ก้นแก้วนะ
พลอย : ได้ๆ
วิน : สรุปเราจะเล่นกันจริงๆ ใช่ไหม
ฟลุ๊ค : ต้าร์เริ่ม
ต้าร์ : ข้าแต่ดวงวิญญาณ สัมภเวสี ภูตผี ที่อยู่รั้วรอบแถวนี้ ข้าขออัญเชิญท่านมาร่วมสนุก กับพิธีกรรมผีถ้วยแก้ว ช่วยให้ข้าได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัส สิ่งที่อยู่ในโลกหลังความตาย อัญเชิญท่าน
เข้าถ้วยแก้ว นะบัดนี้
ฟลุ๊ค : เสียงใครเดินว่ะ
บรรยาย : หลังจากคำเรียกร้อง ท้าทาย ของคนทั้ง 4 จบลง เสียงผีเท้าปริศนา เดินแล้วหายเข้าไปกลางวงผีถ้วยแก้ว หรือสิ่งนั้นต้องการที่จะสื่อกับคนที่ 4 หรือเขาอาจจะมาเตือนถึงบางสิ่ง บางอย่าง ก็เป็นได้
พลอย : แก้ว แก้ว แก้วขยับแล้ว
วิน : ถ้าท่านมาจริงๆ ขอให้ไปหยุดอยู่ที่ช่องพัก
ฟลุ๊ค : กำลังเลื่อนไปแล้ว เฮ้ยยยย....
ต้าร์ : แน่ใจนะ ว่าไม่มีใครดันแก้ว
วิน : ไม่มีใครดันนะ
ฟลุ๊ค : ไหนๆ เข้ามาแล้ว ขอถามหน่อยว่าชื่ออะไร
พลอย : สระ โอ
ต้าร์ : บอ ใบไม้
วิน : วอ แหวน
ฟลุ๊ค : ตัว การันต์
พลอย : โบว์
วิน : ชื่อโบว์ หรอ
ต้าร์ : แล้วเป็นอะไรตายอ่ะ
พลอย : ใช่ๆ แล้วเธอเป็นอะไรตาย
วิน : สระ โอ
ฟลุ๊ค : ดอ เด็ก นอ หนู
พลอย : โดน
ต้าร์ : คอ ระฆัง
วิน : ไม้เอก สระ อา
ฟลุ๊ค : โดนฆ่า
พลอย : เฮ้ย โดนฆ่าหรอ
วิน : ไม่เอาแล้ว ๆ ไม่เล่นดีกว่า
ฟลุ๊ค : แบบนึงดิ เดี๋ยวถามเสร็จก็จบเกมส์แล้ว
ต้าร์ : แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง
พลอย : สระเอ หอ หีบ
ฟลุ๊ค : งอ งู สระอา
วิน : เหงา เหงาหรอ
ต้าร์ : เห้ย เลื่อนแล้ว เลื่อนแล้ว
พลอย : ใช่ ตกคำว่า ใช่
วิน : ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว
ต้าร์ : หยุดเพ้อเจ้อก่อนวิน ขอถามคำถามสุดท้าย พลอยถามดิ
พลอย : พลอยต้องถามหรอ
ฟลุ๊ค : ใช่ พลอยถาม
พลอย : แล้วตอนนี้อยู่ไหนค่ะ
วิน : เลื่อนแล้ว เลื่อนแล้ว
ต้าร์ : ขอ ไข่ ไม้โท สระอา งอ งู
วิน : ข้าง
พลอย : หอ หีบ ลอ ลิง
ฟลุ๊ค : ไม้หันอากาศ งอ งู  ข้างหลังหรอ ข้างหลังใครอ่ะ
ต้าร์ : วอ แหวน สระอิ นอ หนู
วิน : วิน ข้างหลังวิน เฮ้ย ข้างหลังกูนี่หว่า
(เสียงแก้วล้มกลิ้ง)
ต้าร์ , ฟลุ๊ค , วิน , พลอย : (ส่งเสียงร้อง โวยวาย ผสม ตกใจ)
ต้าร์ : เฮ้ย ๆ แก้วล้มแล้ว
ฟลุ๊ค : เวรแล้วไง
พลอย : ทำไง คราวนี้
วิน : ไม่เอา กลัว ไม่อยู่แล้ว ไปๆดีกว่า
ต้าร์ : ไปไหนไม่ได้นะ ต้องอยู่ร่วมกัน
พลอย : ใช่ ๆ เวลามีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้
ต้าร์ : ฟลุ๊ค ฟลุ๊ค อะไรเงียบทำไม คงตกใจสินะ ไอ้เพื่อนเอ้ย (ขำหยอกเย้ยเพื่อน)
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : ใครเพื่อนแก
วิน : อ้าวทำไมพูดแบบนี้ว่ะ
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : ข้าชื่อโบว์ ไม่ใช่ชื่อฟลุ๊ค
พลอย : อย่าเล่นแบบนี้สิ พลอยกลัวนะฟลุ๊ค
(เสียงตีหรือตบ)
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : อย่ามาแตะต้องข้านะ ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นเจ้า
วิน
: มันจะมากไปแล้วนะเว้ย จะตีเพื่อนทำไม
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : แล้วไง หรืออยากลองดีกับข้า
วิน : เห้ย ทำอะไรนะ ฟลุ๊ค  เราหายใจไม่ออก
ต้าร์ : หยุด ไอ้ฟลุ๊ค บีบคอเพื่อนทำไมว่ะ
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : ข้าไม่ใช่ฟลุ๊ค ข้าคือโบว์ คนที่จะเอาพวกเอ็งไปตัวตายตัวแทนไง
พลอย : (เสียงกรี๊ด) ไม่จริง ไม่นะ ไม่ใช่
วิน : ช่วยด้วย หายใจไม่ออก
พลอย : ปล่อย ปล่อย ปล่อย เพื่อนเราเดียวนี้
ต้าร์ : เร็วๆ จับมือมันออกไป
พลอย : ได้แล้ว ๆ รีบหนีกันเถอะ
วิน : รอด้วย ๆ
(เสียงวิ่งบนพื้นไม้ เหมือนหนีอะไรบ้างอย่าง)

ฉากที่ 6
บรรยาย : เมื่อฟลุ๊คโดนผีโบว์เข้าสิง สิ่งที่โบว์อยากได้คือชีวิตแลกชีวิต แทนชีวิตตัวตายตัวแทน      แต่ทั้ง 3 ต้องการแค่หนี เพื่อชีวิตและชีวิต ที่จำเป็นต้องอยู่รอด เหมือนความบังเอิญหรือความต้องการบางสิ่งบางอย่าง นำทางให้พวกเข้ามายังป่าช้าหลังวัด
(เสียงวิ่งบนใบไม้แห้ง หรือ สนามหญ้า ผสมเสียงหมาหอน)
พลอย : (เสียงเหนื่อยหอบ) พลอยเหนื่อยจัง วิ่งต่อไม่ไหวแล้ว
วิน : (เสียงเหนื่อยหอบ) พักก่อนได้ไหม เหนื่อยว่ะต้าร์
ต้าร์ : ถ้าอยากจะพัก ก็พักไป งั้นเราไปก่อนหละกัน
พลอย : ต้าร์จะไม่รอเพื่อนหน่อยหรอ
ต้าร์ : ชีวิตใครชีวิตมัน ทำไมต้องรอหละพลอย
วิน : ทำไมพูดหมาๆ แบบนี้ว่ะ
ต้าร์ : ไปก่อนนะ พลอยดูแลตัวเองด้วยหละกัน
พลอย : ต้าร์ ต้าร์ ต้าร์ อย่าทิ้งปล่อยสิ
บรรยาย : ต้าร์วิ่งหนีด้วยความกลัวไปเรื่อย ๆ จนไปเจอโรงเก็บศพไร้ญาติหลังวัด
ต้าร์ : ที่นี่ ที่ไหนว่ะ แต่น่าจะพอซ่อนตัวได้อยู่
ต้าร์ :      ขอโทษนะครับ ขอโทษนะครับ มีใครอยู่ไหม มีใครอยู่ไหม
(เสียงเดินขึ้นบันได)
ต้าร์ : สงสัยไม่มีใครอยู่ ลองเข้าไปดีกว่า
(เสียงเปิดประตู)
(เสียงของหล่นดัง ตุ๊บ)
ต้าร์ : (ร้องด้วยความตกใจ) เฮ้ย หัวกะโหลกนี่หว่า
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : มาแล้วหรอ ไอ้เพื่อนรัก
ต้าร์ : อ้าว ไอ้ฟลุ๊ค คิดว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : ทำไมจะมาไม่ทันหละ ที่นี่เราคุ้นเคย
ต้าร์ : (หัวเราะแบบกลัวๆ) ไอ้นี่ก็พูดเป็นเล่น จะมาคุ้นเคยกับที่เก็บศพแบบนี้ได้ไงว่ะ
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : ได้สิ ดูที่นั้น
ต้าร์ : อะไรอ่ะ
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) : ดูดีๆสิ มันคืออะไร
ต้าร์ : อ๋อ ก็แค่เชือกธรรมดาเอง ไม่เห็นมีอะไร
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) :  (ทำเสียงตะคอกใส่) หุบปาก นี่มันไม่ใช่เชือกธรรมดา แต่มันคือเชือกแห่งปลดปล่อยความทุกข์ต่างหาก
ต้าร์ : เพ้อเจ้อตลอด
ฟลุ๊ค (เสียงโบว์) :   อยากลองดุไหมหละ มันปลดปล่อยความทุกข์แบบไหน
บรรยาย : สิ้นสุดเสียงสนทนาของฟลุ๊ค เมื่อต้าร์หันหลังกลับมา ต้องตกใจแปลกไม่ทันตั้งตัว
(เสียงกร๊ด กรีดร้อง)
บรรยาย : ผู้หญิงในร่างผีสาว ผมยาวดำปกคลุมใบหน้า ไม่เห็นแม้แต่แววตา ในชุดนอนสีขาวลากพื้น ที่เสื้อผ้าเต็มไปด้วย คราบเลือด คราบหนองที่เหลือง มีบาดแผลถูกแทงด้วยของมีคมรอบ ๆ ช่องท้อง ถึงหน้าอก คอพับแกว่งไปมาเหมือนถูกตีด้วยของแข็งจนกระดูกแหลกย่อยยับ ไม่สามารถแม้แต่จะตั้งคอขึ้นได้ ตรงคอมีเชือกจากเศษผ้าขาว ๆ พันรอบคออยู่
ต้าร์ : เห้ยยยย แกเป็นใคร
โบว์ : ฉันโบว์เอง คงที่แกเรียกให้ไปเล่นผีถ้วยแก้วไงหละ
ต้าร์ : (เสียงร้องตกใจ) เห้ย เราขอโทษ เราไม่รู้ เราผิดไปแล้ว
โบว์ : ไม่รู้กับจงใจมันมีเส้นบาง ๆ คั่นอยู่นะ
ต้าร์ : จะทำอะไรนะ อย่าเขามานะ อีผีร้าย
โบว์ : ไหนบอกอยากลองปลดปล่อยทุกข์ไง เราก็จะทำให้
ต้าร์ : ฝันไปเถอะ (เสียงวิ่ง)
โบว์ : ใครกันแน่ที่ฝัน มาที่นี่เดี๋ยวนี้
ต้าร์ : อย่านะ โอ้ยเจ็บ อย่านะ ขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว
โบว์ : มาสำนึกผิดอะไรตอนนี้ มันสายไปแล้วพ่อหนุ่ม
ต้าร์ : (ร้องขอชีวิต) อย่า อย่า อย่า อย่า
โบว์ : (หัวเราะสะใจ)
ต้าร์ : (ร้องแบบสิ้นลมหายใจ) ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว
โบว์ : ข้าบอกแล้ว ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เจ้าจะต้องเฝ้าที่นี่แทนข้าไป (หัวเราะสะใจ)
(เสียงปิดประตูดังปัง ผสม เสียงหมาหอน และ ลมพัด)
บรรยาย : ต้าร์เป็นรายแรกที่จบชีวิตลง หลังจากท้าทายในบางสิ่งบางอย่าง ด้วยแรงแค้นของวิญญาณจึงถูกแขวนด้วยเชือกอันเดียวกับของโบว์ ถึงแม้เขาจะร้องขอชีวิตอย่างทรมาร แต่มันก็เหมือนจะสายสำหรับเขาไปเสียแล้ว
(เสียงเพลงปี่พาทย์)

ฉากที่ 7
(เสียงวิ่งบนพื้นหญ้า ผสม ใบไม้แห้ง และ ลมพัดแรงๆ)
พลอย : (เสียงเหนื่อยหอบ) อยู่ไหนแล้วเนี้ย ทำไมยิ่งวิ่ง
ยิ่งเหมือนไกลออกไป แต่พอมองกลับไปก็เหมือนอยู่ที่เดิม
(เสียงฟ้าร้อง ฝนกำลังจะตก)
พลอย : บรรยากาศเหมือนฝนจะตกเลย ฟ้าก็ร้องด้วย ไปหลบตรงต้นไม้ใหญ่ทางซ้ายมือดีกว่า
(เสียงเดิน)
พลอย : (อารมณ์สะดุดล้ม) โอ้ยยย อะไรมาอ่ะ อยู่ดีๆเหมือนมีใครมาจับขาเรา
โบว์ : ให้ฉันช่วยไหมจ๊ะ
บรรยาย : เสียงปริศนาลอยดังมาจากด้านหลัง เหมือนมีใครมากระซิบข้างหูของพลอย แต่พอพลอกับหันหน้าไปมองดูกลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น และทันใดนั้นเอง
(เสียงฟ้าร้อง)
พลอย : อ้ายยยยย !!! ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน (เสียงร้องตกใจ)
โบว์ : สวัสดีแม่สาวน้อย เจอกันอีกแล้วนะ
พลอย : แกเป็นใคร แกออกไปเดี๋ยวนี้นะ
โบว์ : ฉันก็คือคนที่แกถามไง ว่าเป็นอะไรได้
พลอย : ไม่นะ ไม่นะ เราไม่เคยถามใคร (เสียงหวาดกลัว)
(เสียงเดินบนใบไม้แห้ง)
พลอย : คุณพ่อ คุณแม่ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที (เสียงขอความช่วยเหลือ)
โบว์ : ที่นี่ ที่ฉัน ไม่มีใครช่วยแก้ได้หรอก
พลอย : (เสียงเหมือนคนถูกบีบคอ) ปล่อยนะ เจ็บๆ ฉันเจ็บ (ตบแขน ตีแขน)
โบว์ : ทำไมฉันต้องปล่อยแกหละ ฉันไม่ฉันต้องเชื่อแก
พลอย : แกมันผีร้าย แกมันสัมภเวสี แกทำแบบนี้จะไม่ได้ผุดได้เกิดนะ
โบว์ : โธ่ๆ สาวน้อย คิดว่าฉันกลัวแกหรอ
พลอย : แกจะทำอะไรอ่ะ
โบว์ : พาแกไปที่นอนแห่งความสุขไง แกจะได้พักผ่อน
                มานี่ ตามข้ามา
พลอย : ข้าไม่ตามเจ้าไปหรอก ฝันไปเถอะ ปล่อยนะ
(เสียงตบ ผสม เสียงวิ่ง)
โบว์ : หยุดนะ อย่าไป
พลอย : (กรี๊ดร้อง)
โบว์ : ข้าเตือนเจ้าแล้ว ว่าจะพาเจ้าไปที่พักผ่อนสบาย ๆ ไม่ชอบ แต่กลับชอบที่แบบนั้น สุสานไร้ญาติ
(เสียงฟ้าร้อง หมาหอน และลมพัด)
บรรยาย : ร่างของพลอยหญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม วิ่งหนีบางสิ่งบางอย่าง พลัดตกลงไปในหลุมดินที่ถูกแทงด้วยเหล็กเส้นที่วางตีเป็นช่องเพื่อทำโครงสร้างเป็นที่เก็บศพไร้ญาติ เหล็กทิ่มแทงทั่วร่างกายทุกส่วนของเขา โดยเฉพาะแขน ขา และหัวของเขาขาดออกจากกัน จากการตัดของเส้นลวดที่ขึงไว้อยู่
(เสียงเพลงปี่พาทย์)
วิน : (เสียงหอบเหนื่อย) เสียงเพลงดังมาจากไหนว่ะ นี่ก็วิ่งมาไกลจนจะถึงถนนใหญ่แล้ว
วิน : แม่งจะเฮี้ยนไปไหน
(เสียงวิ่ง เสียงหมาหอน)
วิน : ไกลแล้ว อีกนิดก็จะหนีพ้นแล้ว นั้นไงถนนใหญ่
(เสียงรถวิ่ง)
โบว์ : จะไปไหนค่ะ
วิน : ไปถนนใหญ่ครับ ว่าแต่คุณเป็นใครอยู่ดีๆ วิ่งตามผมมาทำไม
โบว์ : ก็ฉันเห็นคุณวิ่งคนเดียว เลยกลัวคุณเหงา เลยมาวิ่งเป็นเพื่อนค่ะ
วิน : พูดจาปากหวานจังเลยนะครับ แต่ว่าคุณชื่ออะไรครับ
โบว์ : อ้าว คุณจำฉันไม่ได้หรอค่ะ ฉันเพิ่งบอกคุณว่าเหงาอยู่เลย
วิน : เหงา เหงา หรอครับ บอกตอนไหนอ่ะ
โบว์ : บนศาลาไงค่ะ ฉันชื่อโบว์เอง (เสียงหัวเราะ)
(เสียงลมพัด)
บรรยาย : เมื่อวินผู้เคราะห์ร้ายรายที่สาม คุ้น ๆ ชื่อ คุ้น ๆ ความรู้สึก คุ้น ๆ คำตอบ
เขาจึงได้รวบรวมสมาธิ ด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ หยุด !! แล้วมองลอดใต้หว่างขา และสิ่งที่เขาเห็นตอนนั้นก็คือ หญิงสาวร่างเล็กเอวบางในชุดสีขาวที่มี ลำตัวแช่วงบนและช่วงล่าง ขาดออกจากกัน เลือดและน้ำนองไหลตามเป็นทาง ส่งกลิ่นเหม็นอบอวน
วิน : โบว์ โบว์ คุณชื่อโบว์ (เสียงตกใจ)
โบว์ : ใช่ ฉันโบว์เอง
(เสียงวิ่งและเสียงหมาหอน)
วิน : กูไม่อยู่แล้ว ผีหลอก
โบว์ : จะไปไหน รอฉันด้วย จะไปไหน รอฉันด้วย (เสียงโหยหวน)
วิน : ใครก็ได้ช่วยที ใครก็ได้ช่วยผมด้วย พ่อครับ แม่ครับ
ฟลุ๊ค : วิน ๆ กูอยู่นี่
วิน : อ้าว ไอ้ฟลุ๊ค มึงไปอยู่ฝั่งถนนนู้น ตอนไหนว่ะ
ฟลุ๊ค : มานี่เร็ว ๆ ตามกูมา ข้ามมาเร็ว
โบว์ : อย่าไปนะ อย่าไปนะ คนนั้นไม่ใช่เพื่อนเธอ
วิน : ใครเชื่อก็บ้าแล้ว ใครกันแน่ที่น่าจะไปไกลๆแก อีผีร้าย
(เสียงวิ่ง ผสม เสียงรถขับ)
วิน : ใกล้แล้ว อีกนิดนึงก็ถึง ถนนใหญ่แล้ว ไอ้ฟลุ๊ครอกูด้วยนะเพื่อน
โบว์ : หยุดนะ อย่าไป
วิน : ฟลุ๊ค ใกล้แล้วจะถึงแล้ว กำลังข้ามไป มึงรอกูด้วย
ฟลุ๊ค : วิน กูข้ามาฝั่งนี้แล้ว
วิน : อ้าววว.....ไอ้ฟลุ๊ค โอ้ยยยย
(เสียงวิ่ง เสียงสะดุดกิ่งไม้ เสียงของแตก)
บรรยาย : ร่างของวินผู้เคราะห์ร้ายรายที่ 3 สะดุดกิ่งไม้ล้ม หน้าและร่างกายของเขาล้มทับกองเศษแก้ว โดนทิ่มและแทงจนเขาบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตทันที
(เพลงปี่พาทย์ดังขึ้น ผสม เสียงหมาหอน)
วิน : และเรื่องราวทั้งหมด ก็เป็นแบบนี้แหละครับ
ดีเจแม็ก : (เสียงขำ) เรื่องของน้องวินเป็นเรื่องที่สนุกมากเลยนะครับ คุณผู้ฟัง
เล่าได้อรรถรสมากจนผมคิดสงสัยไม่ได้ว่าน้องวินคนนี้ คือน้องวินคนเดีวกันกับที่เสียชีวิตหรือป่าว
วิน : พี่แม็กอยากรู้จริงๆ หรอครับ ลองหันมาด้านหลังสิครับผม
ดีเจแม็ก : น้องวินก็ทำเป็นเล่นไปได้ พี่อยู่ในสตูดิโอคนเดียว ใครจะเข้ามาได้
(เสียงหมุนเก้าอี้กลับไป)
ดีเจแม็ก : (เสียงตกใจกรี๊ดร้องโหยหวน)
(เสียงปิดประตู)
(เพลงบรรเลงตอนจบ)
บรรยาย : และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น หากเรื่องราวของเราพาดพิงหรืออ้างอิงต่อดวงวิญญาณใดๆ ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย ไม่เชื่ออย่าลบลู่ สิ่งที่ไม่เห็นไม่ใช่ว่าจะไม่มี ขอให้ท่านผู้ฟังใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาณ พวกเราคณะสร้างสรรค์ความสยอง ขอจบการให้ความสุข ความสนุก ความบันเทิง และความสยองเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ



หมายเหตุ :บทละครวิทยุ “ คืนสยอง ” เรื่องนี้เป็นฉบับแก้ไข ผู้จัดทำหาไฟล์บทละครวิทยุแบบเต็มไม่เจอ ที่จะทวีความสนุก ความหลอน และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ท่านผู้ฟัง ผู้อ่านคาดไม่ถึง